บทที่ 6

posted on 22 Dec 2008 15:15 by tizzue  in MIS

บทบาทของระบบสารสนเทศในองค์การ
ในปัจจุบันนี้ โลกเราพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านการทำงานก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และเหตนี้เราจึกจำเป็นต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อลดปัญหาและเพิ่มความง่ายต่อการทำงาน และยังทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆด้วย

 

ผลกระทบของระบบสารสนเทศต่อองค์การ
1.
ลดระดับขั้นตอนของการจัดการ ช่วยในการตัดสินใจ และประสานงาน โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับล่างสามารถมีอำนาจการตัดสินใจมากขึ้น
2. มีความคล่องตัวในการทำงาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ช่วยให้องค์การสามารถผลิตสินค้าแต่ละกลุ่มต้องการ โดยนำการสั่งซื้อของลูกค้าแต่ละรายที่มีการสั่งซื้อจำนวนไม่มากรวบรวมและจัดแยกกลุ่มเข้าด้วยกันทำให้สามารถผลิตสินค้าตามลูกค้าต้องการได้
3. ลดขั้นตอนการดำเนินงาน  ช่วยให้มีกระบวนการทำงานแบบอิเล็กทรอนิก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และลดเวลาที่ต้องใช้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของระบบต่างๆในองค์การได้ตลอดเวลา เช่นการให้ข้อมูลการขายประจำวัน
5. กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่ ระบบผ่านเครื่อข่ายช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์การได้ และมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์การและคู่ค้าซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่

  องค์การดิจิทัลและองค์การแบบเครือข่าย
องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization
)
เป็นรูปแบบองค์การแบบใหม่ ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์การที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะ ลดต้นทุน สร้างและกระจายสินค้าและบริการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่ตั้งขององค์การ

ลักษณ์ขององค์การรูปแบบนี้คือ
1. มีขอบเขตขององค์การไม่ชัดเจน มีการกระจายขององค์การอยู่ที่ต่างๆ ยากต่อการกำหนดขอบเขต
2. ใช้เทคโนโลนีสื่อสารโทรคมนาคม การเชื่อมโยงองค์การต่างๆที่อยู่ต่างสถานที่ ต้องอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร
3. มีความเป็นเลิศ องค์การแต่ละองค์การจะนำความสามารถที่ดีที่สุดมาใช้งานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์
4. มีความไว้วางใจ เมื่อไม่อยู่ในสถานที่เดียวกันจากการทำงานที่มีความสัมพันธ์กันมากจึงต้องมีความไว้วางใจกัน
5. มีโอกาสทางตลาด องค์การตางๆ อาจรวมเป้นองค์การเสมือนจริงถาวรหรือชั่วคราวเนื่องจากมองเห้นว่ามีโอกาสทางตลาด

  ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ
1. ผู้ปฏิบัติงาน (Worker) บุคลากรที่ดำเนินงานทั่วไป สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ฝ่ายต่างๆ เช่น พนักงานพิมพ์เอกสาร เจ้าหน้าที่ห้องสมุด พนักงานบัญชี พนักงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
2. ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operational Managers) หรือ หัวหน้างาน (Superviser) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินงานประจำวันของ worker เช่น หัวหน้างาน หัวหน้าคนงาน ผู้จัดการสำนักงาน
3. ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Managers) ทำหน้าที่กำกับผู้บริหารระดับปฏิบัติการ และวางแผนยุทธวิธีเพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมาย และยังมีการทำงานประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อรับนโยบายมาวางแผนปฏิบัติงาน เช่น ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายซื้อ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล เป็นต้น
4. ผู้บริหารระดับสูง (Senior Managers) หรือ Excutive Managers เป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์การ รับผิดชอบวางแผนกลยุทธ์ กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ขององค์การ และภาพรวม เช่น ประธานบริษัท รองประธาน กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการทั่วไป เป็นต้น

  ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งได้ 3 ประเภท
1. ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทของธุรกิจ โดยทั่วไป จะเป็นระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่จำแนกตามหน้าที่ ย่อยๆหลายระบบ
2. ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ของงาน ซึ่งแต่ละระบบสามารถประกอบด้วยระบบสารสนเทศย่อยๆ ที่เป็นกิจกรรมของงานหลัก
3. ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน ผู้บริหารในองค์การระดับที่แตกต่างกัน มีความต้องการในการใช้ระบบสารสนเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้นระบบสารสนเทศจึงได้ถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องกับลักษณะงานและระดับ ของผู้ใช้งานเพื่อให้สอดคล้องกับการนำสารสนเทศไปใช้ประกอบการบริหารและ ตัดสินใจ

  ระบบสารสนเทศที่อิงคอมพิวเตอร์ Computer Based Information System
1. ระบบสารสนเทศประมวลผลธุรกรรม (Transaction Processing Systems: TPS) เป็นระบบที่มีการประมวลผลที่รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และ ทำหน้าที่รวบรวม บันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล หรือฐานข้อมูล และประมวลผลข้อมูลที่เกิดจากการทำธุรกรรมและการปฏิบัติงานประจำ ขององค์การเพื่อนำไปจัดทำระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นๆ การประมวลผลข้อมูลของ TPS แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. การประมวลผลแบบกลุ่ม Batch Processing ข้อมูลจะถูกรวบรวมไว้ระหว่างช่วงเวลากำหนดแล้วจำประมวลผลภายในครั้งเดียว การรวบรวมอาจทำด้วยมือ manual หรือ กรอกทางออนไล online
2. การประมวลผลแบบทันที Real time processing เป็นการประมวลผลทันทีที่ทำการป้อนข้อมูลเสร็จเช่นการซื้อบัตรภาพยนตร์ผ่านทางเค้าเตอร์ ซึ่งต้องมีการอัพเดทที่นั่งทันที่

2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems : MIS) จัดทำรายงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท
1. รายงานที่จัดทำตามระยะเวลาที่กำหนด
Periodic Reports เช่น รายการยอดขายของพนักงาน
2. รายงานสรุป
Summarized Reports ตางสรุปผล หรือการฟเปรียบเทียบ
3. รายงานที่จัดทำตามเงื่อนไขเฉพาะ Exception Report เช่นการแสดงรายวิชาที่นักเรียนสอบไม่ผ่าน
4. รายงานที่จัดทำตามต้องการ
Demand Report เช่นจำนวนและรายชื่อนักเรียนที่มีเกรตเฉลี่นต่ำกว่า 2

3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems : DSS) เป็นระบบสารสนเทศที่นำข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ โดยปกติแล้ว TPS และ MIS จะจัดทำรายงานสำหรับควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติงานทั่วๆไป เพื่อให้องค์การดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง

4. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems :EIS หรือ Executive Support Systems : ESS) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาแนวโน้ม และการวาวงแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสามารถเข้าถึงสารสนเทศโดยกำหนดมุมมองได้ในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง

5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems : ES) เป็นความพยายามที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ให้สามารถปฏิบัติงานเหมือนกับมนุษย์หรือเลียนแบบการทำงานของมนุษย์ AI มีหลายสาขา เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ ศาสตร์ด้านหุ่นยนต์ ระบบการมองเห็น ระบบการเรียนรู้ เครือข่ายเส้นประสาท และระบบผู้เชี่ยวชาญ

6. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information Systems : OIS) หรือ ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems : OAS) เป็นระบบสารสนเทศที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำงานของผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร ซึ่ง OIS สามารถนำมาช่วยงานในหลายๆ กิจกรรม เช่น การจัดทำเอกสาร รายงาน จดหมายธุรกิจ การส่งข้อความ การบันทึกตารางนัดหมาย และการค้นหาข้อมูลจากเว็บเพจ

บทที่ 5

posted on 22 Dec 2008 13:46 by tizzue  in MIS

Internet & E-commerce อินเตอร์เน็ตและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 

อินเทอร์เน็ต (Internet)

หมายถึงเครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบต่างๆที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก และอนุญาตให้มีการเข้าถึงสารสนเทศและการบริการในรูปแบบของสาธารณะ (Public Access) ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้

 

อินเตอร์เนตเริ่มมาจากไหน ?

ในสมัยปี ทศวรรษที่ 1960 ในสมัยนั้นมีการใช้คอมพิวเตอร์เมนเฟรม (mainframe) ซึ่งยังไม่มีคอมพิวเตอร์รุ่น PC ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในสมัยนี้ ได้มีความคิดที่พยายามทำให้คอมพิวเตอร์เมนเฟรมทั้งหลายสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกลนั้นเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อผลประโยช์นทางทหาร

ดังนั้นในปี ค.ศ 1968 หน่วยงานที่ชื่ออาร์พา (Advance Research Project Agency , ARPA ) ของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา (U.S Department of Defense, DOD) จึงมีโครงการที่จะทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

 

Internet Address

ใช้มาตรฐานการสื่อสาร หรือโปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/ Internet Protocol) เช่นเดียวกับมาตรฐานของการสื่อสารทางไปรษณีย์ ธรรมดา เครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีหมายเลขประจำตัว เรียกว่า หมายเลขไอพี (IP Address) เสมือนเป็นที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์

 

IP Address

IP version 4 ประกอบด้วยชุดของตัวเลข 4 ชุด ขนาด 8 บิตเท่ากันทุกชุดรวมกันเป็นหมายเลขไอพีขนาด 32 บิต และนิยมแปลงเป็นฐาน 10 เพื่อแสดงหมายรวม 4 ชุด โดยมีจุดขั้น แต่ละชุดมีค่าระหว่าง 0-255 ทั้งนี้เพื่อให้จำได้

ง่าย เช่น 203.150.224.131 แต่เริ่มมีจำนวนลดลง เนื่องจากจำกัดที่ 4,294,967,296 โหนด

พัฒนาสู่ IP version 6 มีขนาด 128 บิต ซึ่งสามารถแทนค่าตัวเลขได้ เป็นจำนวนมหาศาล รองรับการเติบโตของระบบอินเตอร์เนตได้อีกนาน

 

DNS (Domain name system)

คือสิ่งที่นำมาอ้างถึงหมายเลขเครื่อง หรือ หมายเลข IP Address เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ DNS จะทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ เช่นเวปเรา ip 203.153.202.115 ซึ่งเป็นการยากแก่การจำเลยใช้ DNS เข้ามาช่วย เป็น www.tesxt.com แทนซึ่งง่ายแก่การจดจำ

 

ISP (Internet Service Provider)

คือผู้ให้บริการอินเตอร์เนต ในประเทศเราก็มีเช่น TOT MAXNET TRUE ซึ่งมีรูปแบบการให้บริการอยู่สองแบบคือ รายเดือนและระบบสำเร็จรูป

 

                วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เนต

เชื่อมต่อโดยตรง Direct Internet access เชื่อมต่อกับโครงข่ายหลักหรือ Backbone มีอุปกรณ์ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์

Gateway ในการเชื่อมต่อ ได้แก่ Router มักมีการเชื่อมต่อในองค์กรของรัฐ สถาบันการศึกษา ที่อนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมกัน

เชื่อมต่อโดยผ่านโทรศัพท์และโมเด็ม (Dial-up Access) ซึ่งจำเป็นต้องมีสายโทรศัพท์ลากผ่านสถานที่ที่จะต่อ เป็นการเชื่อมต่อที่ใช่อยู่ในทั่วไปของประเทศไทยในบัจจุบัน

 

บริการที่ได้พบในอินเตอร์เนต

WWW : world wide web หรือโครงขายสายใยอินเตอร์เนตที่เชื่อมสู่กัน ซึ่งเราใช้ผ่านโปรแกรมจำพวก web browser อย่างเช่น internet explorer(IE), Firefox และจำเป็นต้องมี URL(Uniform Resources Locator) เพื่อที่จะใช้บริการติดต่อเวปเพจ

E-mail : Electronic Mail หรือจดหมายทางอิเลคทรอนิก ซึ่ง e-mail address ประกอบไปด้วย ชื่อผู้ใช้@โดเมนเนม เช่น tesxt@mmm.ac.th เป็นต้น

 

E-Commerce การพาณิชย์อิเลคทรอนิค

คือ การดำเนินธรุกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต โดยผู้ซื้อ (Customer) สามารถดำเนินการ  เลือกสินค้า คำนวนเงิน ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้วงเงินในบัตรเครดิต ได้โดยอัตโนมัติ ผู้ขาย (Business) สามารถนำเสนอสินค้า  ตรวจสอบวงเงินบัตรเครดิตของลูกค้า รับเงินชำระค่าสินค้า ตัดสินค้าจากคลังสินค้า และประสานงานไปยังผู้จัดส่งสินค้า  โดยอัตโนมัติ กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นบนระบบเครือข่าย Internet

 

ข้อดี

1.เปิดดำเนินการค้า 24 ชั่วโมง

2.ดำเนินการค้าอย่างไร้พรมแดนทั่วโลก

3.ใช้งบประมาณลงทุนน้อย

4.ตัดปัญหาด้านการเดินทาง

5.ง่ายต่อการประชาสัมพัธ์โดย สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วโลก

ข้อเสีย

1.ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ

2.ประเทศของผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ

3.การดำเนินการด้านภาษีต้องชัดเจน

4.ผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีอินเทอร์เนต

 

ประเภทของธุรกิจ

1. ธุรกิจแบบบริคและมอร์ต้า (Brick and Mortar Business) เป็นธรุกิจดั้งเดิม จะไม่มีการทำธุรกิจอิเลคทรอนิก เช่นร้านค้าทั่วไป

2. ธุรกิจแบบคลิกและมอร์ต้า (Click and mortar business) เป็นธรุกิจแบบบริคและมอร์ต้าและร้านค้าออนล์ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจปกติ ซึ่งจะมีเพียงแค่เวปไซตืที่นำเสนอแค่สินค้า และระบุสถานที่จำหน่ายน เช่นศูนย์หนังสือจุฬาฯ

3. ธุรกิจแบบคลิกและคลิก (Cilck and click) เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีร้านค้าเพื่อจำหน่ายสินค้า แต่การซื้อขายจะอยู่บนระบบอิเลคทรอนิก หรือบนเวปเท่านั้น เช่น amazon.com

 

ประเภทของ E-Commerce

 

1. การทำการค้าระหว่าง Customer to Business (C2B)  ผู้บริโภคกับผู้ทำการค้า เช่น ลูกค้าต้องการซื้อหนังสือกับร้านค้า
2. การทำการค้าระหว่าง
Business to Business (B2B)  ผู้ทำการค้ากับ ผู้ทำการค้า เช่น ร้านขายหนังสือค้าต้องการสั่งซื้อหนังสือจากโรงพิมพ์
3. การทำการค้าระหว่าง
Business to Customer (B2C)  ผู้ทำการค้ากับผู้บริโภคหรือ เช่น โรงพิมพ์ต้องการซื้อต้นฉบับจากผู้เขียน
4. การทำการค้าระหว่าง
Customer to Customer (C2C) ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ด้วยกัน เช่น ผู้บริโภคต้องการขายรถยนต์ของต้นเองให้กับผู้บริโภคท่านที่สนใจ

 

โครงสร้างของระบบ E-Commerce

1. หน้าร้าน (Storefront) เป็นส่วนที่ใช้แสดงข้อมูลสินค้าทั้งหมดของร้านค้า นโยบายและข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ซึ่งควรออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

2. ระบบตะกร้ารับคำสั่งซื้อ (Shopping Cart System) ระบบต่อเนื่องจากหน้าร้านค้า เมื่อลูกค้าต้องการสั่งซื้อก็จะปรากฏรายการของที่สั่งซื้อพร้อมทั้งคำนวณราคาค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนรายการที่สั่งได้

3. ระบบการชำระเงิน (Payment System) ซึ่งทางการพาณิชย์นี้มีวิธีการชำระเงินหลายรูปแบบ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชีทางธนาคาร การชำระด้วยบัตรเครดิต การส่งผ่านธนาณัติ ซึ่งผู้ขายจะต้องมีทางเลือกให้ลูกค้าหลายทางเลือก เพื่อความสะดวกของลูกค้า และระบบที่กล่าวมานี้ต้องมีความปลอดภัยสูง ซึ่งในปัจจุบันนี้มีวิธีที่นิยมใช้ระบบรักษาความปลอดภัยชื่อว่า secure socket layer : SSL

4. ระบบสมาชิก (member system) เป็นการบันทึกข้อมูลลูกค้าที่ต่องการเป็นสมาชิกเพื่อรับข่าวสาร และเพื่อประโยชน์ในการจัดส่งข้อมูลและสินค้าที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการบริหารได้

5. ระบบขนส่ง (Transportataion System) ต้องมีทางเลือกให้หลายรูปแบบเช่นเดียวกับการชำระเงิน ซึ่งจะขึ่นอยู่ความต้องการของลูกค้าว่าต้องการจะรับสินค้าในระยะเวลาเท่าใด

6. ระบบติดตามคำสั่งซื้อ (Order Tracking System) เป็นระบบติดตามคำสั่งซื้อลูกค้า โดนเสร็จสิ้นการสั่งซื้อแต่ละครั้งลูกค้าจะได้ Order number หากลูกค้าต้องการตรวจสอบว่าสินคต้าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้วให้ใช้หมายเลขนี้ไปตรวจสอบสถานะสินค้าได้

 

การบวนการทางอิเลกทรอนิก

  1. การค้นหาข้อมูล
  2. การสั่งซื้อสินค้า
  3. การชำระเงิน
  4. การส่งมอบสินค้า
  5. การให้บริการหลังการขาย

บทที่ 4

posted on 19 Dec 2008 17:12 by tizzue  in MIS

 

บทที่ 4 การสื่อสารข้อมูล และเครือข่ายคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบของการสื่อสาร 

ผู้ส่งข้อมูล (sender) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูล ไปยังจุดหมายที่ต้องการ
ผู้รับข้อมูล (Receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ถูกส่งมาให้ข้อมูล (DATA) คือ ข้อมูลที่ผู้ส่ง ต้องการ ไปยังผู้รับ
สื่อนำข้อมูล (Medium) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนถ่ายข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับข้อมูล เช่น สายเคเบิล ใยแก้วนำแสง อากาศฯลฯ
โปรโตคอล(Protocol)คือกฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูลซึ่งผู้ส่งข้อมูลจะต้องส่งข้อมูลในรูปแบบตามวิธีการสื่อสารที่ตกลงไว้กับ
ผู้รับข้อมูล

การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร 

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-mail)
Facsimile หรือ FAX
วอยซ์เมล (Voice Mail)
การประชุมทางไกล Video Conferencing
การระบุต่ำแหน่งด้วย ดาวเทียม (Global Positioning Systems : GPSs)
กรุ๊ปแวร์ (Groupware)
การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer : EFT)
Electronic Data Interchange : EDI เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์การ โดยใช้แบบฟอร์มของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปแบบมาตรฐานสากล เช่น การส่งใบสั่งซื้อสินค้า
ใบส่งของ ใบเรียกเก็บเงิน
RFID(Radio Frequency Identification) เป็นระบบระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ปัจจุบันมีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานหลากหลายประเภท เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ การตรวจสอบฉลากยา การใช้ในฟาร์มเลี้ยงสุกรบัตรทางด่วน บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน ระบบหนังสือเดินทาง

ชนิดของสัญญาณข้อมูล 

สัญญาณแอนะล๊อก (Analog Signal)

สัญญาณต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (SineWave) โดยแต่ละที่จะมีความเข้มของสัญญาณต่างกัน เช่น การส่งข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์ มีหน่วยเป็น Hertz

สัญญาณดิจิทัล (Digital Signal)

เป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่
ปะติดปะต่อ 1 กับ 0

 โมเด็ม (Modulator Demodulator) มีหน้าที่แปลงสัญญาณจิทัลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้เป็นสัญญาณแอนาล๊อก (Modulation) และทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล๊อกให้เป็นสัญญาณ
ดิจิทัลเพื่อคอมพิวเตอร์จะได้นำไปประมวลผล ขั้นตอนนี้เรียกว่าดีมอดูเลชัน(Demodulation)

ทิศทางการส่งข้อมูล (Transmission Mode) 

จำแนกได้ทิศทางการส่งข้อมูลได้ 3 รูปแบบ
การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) ส่งได้อย่างเดียว เช่นวิทยุ
การส่งข้อมูลแบบสองทิศทาง (Half –Duplex Transmission) ส่งและรับได้ แต่ได้ทีละฝั่ง เช่น วอลกี้ทอร์คกี้ การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน(Full-Duplex Transmission) ไปได้ทำสองทางพร้อมกัน เช่น โทรศัพท์มือถือ

ตัวกลาง/ สื่อที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล(Communication Media) 

สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย (Wired Media)

สายคู่บิดเกลียว (Twisted -pair cable)
ใช้ตามห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สำนักงานองค์ประกอบภายในของสายที่เป็นสายลวดทองแดงสองเส้น นำมาพันเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดเป็นสนามแม่เหล็กซึ่งใช้เป็นเสมือนเกราะป้องกันสัญญาณรบกวนทั่วไปได้
ในตัวเอง

(Unshielded Twisted Pair:UTP) สายไม่มีฉนวนหุ้ม
(shielded Twisted Pair) มีฉนวนหุ้ม cadding เพื่อป้องกันการรบกวนของสัญญาณภายนอก

สายโคแอกเชียล Coaxial Cable 
เป็นสายอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลเป็นอย่างมาก เนื่องจาก มีฉนวนภายนอกที่มีวามคงทนต่อการใช้งานสูง และเป็นช่องสื่อสารที่มีความกว้างมาก

การถ่ายทอดสัญญาณมี 2 แบบ

1.แบบบรอดแบนด์ (Broadband transmission) จะแบ่งสายออกเป็นช่องสัญญาณเล็กตามขนาดคลื่นความถี่ โดยมี่องสัญญาณกันชน เรียกว่า Guard band ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันการรบกวนระหว่างช่องสัญญาณที่อยู่ติดกัน ดังนั้นสายสัญญาณย่อยทุกเส้นจึงสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้พร้อมกัน ระบบนี้สหรัฐฯ ได้นำไปใช้อย่างกว้างขวางกับการส่งสัญญาณโทรทัศน์นับร้อยช่องผ่านทางสายโคแอคเชียลเพียงเส้นเดียวไปตามบ้านพักอาศัย

2. แบบเบสแบนด์ (Baseband transmission) ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ สายแบบนี้จะมีช่องสัญญาณเพียงช่องเดียว จึงมีความซับซ้อนน้อยกว่าแบบแรก

สายใยแก้วนำแสงFiber-Optic cable
สายสัญญาณชนิดใหม่ ได้รับความนิยมสูง ใช้แสงเป็นตัวส่งข้อมูล แกนของสายประกอบด้วยท่อ (ตัน) ขนาดเล็กมากทำด้วยแก้วบริสุทธิ์ หรือวัสดุใยแก้ว ท่อแต่ละท่อเรียกว่า ท่อใยแก้วนำแสง (optical fiber)
ความเร็วสูงสุด

 

สื่อนำข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Media)

infrared ปัจจุบันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ พวกเมาส์ เครื่องพิมพ์ กล้องดิจิทัล
จะมี IrDA port ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ด้วยแสง Infrared เป็นการสื่อสารในระยะใกล้

คลื่นวิทยุ Radio Wave มีการแพร่กระจายออกอากาศโดยทั่วไป ทั้งในระบบ FM และ AM มีความถี่อยู่ในช่วง 30 –300 MHz การส่งคลื่นประเภทนี้จะเกิดขึ้นในทุกทิศทาง (Omni directional) ทำให้เสาอากาศที่ใช้รับสัญญาณไม่จำเป็นต้องตั้งทิศทางให้ชี้ตรงมายังเสาส่งสัญญาณ 

ไมโครเวฟภาคพื้นดิน (Terrestrial Microwave) ใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณมีความถี่สูงมาก (3-30 GHz) ซึ่งช่วยให้ส่งข้อมูลออกไปด้วยอัตราเร็วที่สูงมากด้วย สัญญาณไมโครเวฟเดินทางเป็นแนวเส้นตรง (line-of-sight transmission) จึงเรียกว่าเป็นสัญญาณทิศทางเดียว

การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Microwave) ดาวเทียม 1 ดวงจะต้องมีสถานีภาคพื้นดินอย่างน้อย 2 สถานี สถานีพื้นดินถูกนำมาใช้เพื่อการรับและส่งสัญญาณไปยังดาวเทียมซึ่งจะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณ ซึ่งจะถูกส่งกลับมายังพื้นผิวโลกในตำแหน่งที่สถานีพื้นดินแห่งที่สองตั้งอยู่ 

เครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ network topology

Bus Topology

 มีเส้นสัญญาณน้อย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียจะไม่
กระทบกับเครื่องอื่น

อาจจะมีข้อมูลชนกันมาก กรณีมีเครื่องหลายเครื่องในเครือข่าย ถ้าสายสัญญาณเสีย ระบบจะไม่สามารถส่งสัญญาณได้ ตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ยาก ต้องตรวจสอบทุก ๆ จุด 

Star Topology

ง่ายในการบริการ เพราะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เดียว อุปกรณ์ 1 ตัว สายส่งข้อมูล 1 เส้น ทำให้การเสียหายของอุปกรณ์ใดในระบบไม่กระทบต่อการทำงานของระบบอื่น ๆ ในระบบ ควบคุมการส่งข้อมูลได้ง่าย เพราะเป็นการเชื่อมต่อจากศูนย์กลางกับอุปกรณ์อีกจุดหนึ่งเท่านั้น

เนื่องจากแต่ละจุดจะต่อโดยตรงกับศูนย์กลางทำให้ต้องใช้สายส่งข้อมูลจำนวนมากทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการติดตั้งและบำรุงรักษา
การขยายระบบทำได้ลำบากการเพิ่มจุดใหม่เข้าไปในระบบจะต้องเดินสายจากศูนย์กลางออกมาการทำงานขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ถ้าจุดศูนย์กลางเกิดเสียหายขึ้นมา ทั้งระบบก็จะไม่สามารถทำงานได้

Ring Topology

ใช้สายส่งข้อมูลน้อย สามารถตัดเครื่องเสียออกจากระบบได้ ไม่มีการชนกันของข้อมูล 

ถ้าจุดใดจุดหนึ่งเกิดความเสียหายจะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถติดต่อกันได้จนกว่าจะตัดเอาจุดที่เสียหายออกจากระบบ
ยากในการตรวจสอบข้อผิดพลาด การตรวจสอบต้องทดสอบระหว่างจุดที่เกิดปัญหาไปกับจุดถัดไป
การจัดโครงสร้างระบบใหม่จะยุ่งยาก เมื่อต้องการจะเพิ่มจุดใหม่เข้าไป

Mesh Topology

เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบมีอิสระ ในการรับส่งข้อมูล แต่ค่าใช้จ่ายสายเคเบิลสูงเช่นกัน 

Hybrid Topology 

เป็นระบบแบบผสมที่นำการเชื่อมต่อทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน ที่ให้มีประสิทะฺภาพสูงสุด 

 รูปแบบการประมวลผลข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์(Computing Architecture)

การประมวลผลข้อมูลที่ศูนย์กลาง (Centralized Processing)
ใช้ server ประมวลผล
เครื่องลูกข่ายเป็น Terminal ไม่สามารถประมวลได้
Server ต้องมีความเร็วสูง ประมวลผลข้อมูลได้จำนวนมาก

การประมวลผลข้อมูลแบบ client /server
การประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถทำการประมวลผลข้อมูลได้
สามารถแบ่งการประมวลผล ระหว่าง server ได้

การจำแนกชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 

Personal Area Network (PAN) เครือข่ายส่วนบุคคล เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่อง PDA กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสำหรับการใช้อินเทอร์เนตและอีเมล เป็นต้น

Local Area Network (LAN) เครือข่ายแบบท้องถิ่น ระยะทางเชื่อมต่อประมาณไม่เกิน 10 กม. มีความเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสูง ประมาณ 10-100 Mbps สื่อที่ใช้มักจะเป็นสื่อแบบสาย ถ้าเป็นแบบไม่มีสายจะเรียกว่า Wireless LAN (WLAN)

Metropolitan Area Network (MAN) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล อำเภอเกิดจากการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบท้องถิ่นหลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน 

Wide Area Network (WAN) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาก ภายในเครือข่ายประกอบไปด้วยเครือข่ายแบบ LAN และ Man พื้นที่เครือข่ายแบบ WAN สามารถครอบคลุมได้ทั้งประเทศหรือทั่วโลกเครือข่ายอินเตอร์เนตที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลกก็เป็นเครือข่ายแบบ WAN เครือข่ายหนึ่งเช่นเดียวกัน 

บทที่ 3

posted on 19 Dec 2008 16:39 by tizzue  in MIS

 ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล

Database

โครงสร้างข้อมูล 

bit เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์เป็นเลขฐานสองซึ่งมี 0 กับ 1
byte ประกอบด้วยบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อกัน เช่น นำ 8 บิต มาต่อกัน เป็น 1 ไบต์
สามารถสร้างรหัสแทนข้อมูลเพื่อใช้แทนอักขระ เป็นตัวเลข ตัวหนังสือ
field เป็นการนำข้อมูลหลายอักขระมารวมกันเป็นคำเพื่อให้เกิดความหมาย เช่น ชื่อพนักงาน และเงินเดือนพนักงาน
record กลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความสัมพันธ์
กัน นำมารวมกัน เช่น1 record ประกอบด้วย เขตข้อมูล รหัสพนักงาน ชื่อ สกุล แผนก เงินเดือน
file กลุ่มของระเบียนข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันถูกนำมาจัดเก็บไว้ด้วยกัน

ปัญหาเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล

-ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy) จัดเก็บข้อมูลมากกว่า 1 แห่ง ทำให้ยากที่จะควบคุมความถูกต้องตรงกันของข้อมูล

-การไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (lack of Data Sharing) ข้อมูลที่มีแยกเก็บ จะทำให้ยากหรือไม่สามารถนำข้อมูลจากหลายแฟ้มมาใช้ร่วมกันได้

-การขาดความคล่องตัว (lack of Flexibility) ขาดความคล่องตัวในการตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สนับสนุนในรูปแบบที่ไม่เคยทำเป็นประจำ เช่น รายงานในรูปแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

-การขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Poor Security) ไม่มีการกำหนดสิทธิของการเข้าถึงข้อมูล

ประโยชน์ของระบบจัดการฐานข้อมูล

-ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Minimum Redundancy)
-มีความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence)
-สนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Improved Data Sharing)
-มีความคล่องตัวในการใช้งาน(Improved Flexibility)
-มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Integrity) 

องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล 

1.ข้อมูล (Data)
2.ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่อุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์
3.ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) และระบบจัดการข้อมูล (Database Management System :DBMS) รวมทั้งโปรแกรมยูทิลิตี้ต่าง ๆ
4.ผู้ใช้ (User) ได้แก่ System Analysis , Programmer, End Users, Database Administrator

 รูปแบบของฐานข้อมูล (Database Model)

แบบลำดับชั้น (Hierarchical Database Model)

โครงสร้างคล้ายโครงสร้างต้นไม้ (Tree Structure) มีลักษณะความสัมพันธ์แบบ One to Many
มีโครงสร้างที่เข้าใจง่าย เพราะมีความซับซ้อนน้อยเหมาะกับข้อมูลที่เรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง
ไม่สามารถรองรับความสัมพันธ์ของข้อมูลในลักษณะ many to Many ได้
การเข้าถึงข้อมูลจะมีความคล่องตัวน้อย

แบบเครือข่าย (Network Database Model)

โครงสร้างของข้อมูลที่นำเสนอเป็นลักษณะ Multi List Structure มีความสัมพันธ์
ข้อมูลเป็นแบบ Many to Many ต่างจากแบบลำดับชั้น คือ จะมี Parent Segment ได้มากกว่า 1 เรียก Parent Segment ว่าเป็น Owner ส่วน Child เรียกว่า Member
ความซ้ำซ้อนของข้อมูลมีน้อยกว่าแบบลำดับชั้นสนับสนุนความสัมพันธ์ของข้อมูลแบบ Many-to-Many สามารถเชื่อมดยงข้อมูลแบบไป กลับได้ โดยใช้ Pointer ในการเชื่อมโยงและเข้าถึงข้อมูล
จะเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ พอยน์เตอร์ มีความยุ่งยากในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลที่มีความซับซ้อน
ผู้เขียนโปรแกรมต้องเข้าใจในโครงสร้างของข้อมูลเป็นอย่างดี


แบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model)

จะแสดงโครงสร้างของข้อมูลในรูปแบบของตารางและจะเรียกตารางว่า (Relation)
มีโครงสร้างที่เข้าใจง่ายมีความยืดหยุ่นมากกว่าฐานข้อมูลอื่นซึ่งโครงสร้างของข้อมูลจะไม่มีลำดับชั้นลงมาด้านล่าง
มีระบบจัดการฐานข้อมูลที่ช่วยให้การจัดการกับข้อมูลทำได้โดยง่ายมีความเหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ทุกขนาดไม่ว่าจะเป็น เมนเฟรม ไมโคร มินิคอมพิวเตอร์

ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database)

รูปแบบจะเป็นแบบลักษะการกระจายฐานข้อมูลไปเก็บยังเครื่องคอมพิวเตอร์ในพื้นที่ต่างๆ โดยฐานข้อมูลในแต่ละเครื่องสามารถเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันได้ เรียกว่า ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed
Database) แต่ถ้าเป็นฐานข้อมูลที่รวมเอาข้อมูลมาไว้ที่เดียวกัน จะเรียกว่า
(Centralized DatabaseSystem) ระบบนี้สร้างมาเพื่อลดปัญหาการสูญเสียของข้อมูล

แบบออบเจ๊กต์(Object-Oriented Database)

เรียกอีกอย่าง เป็นฐานข้อมูลเชิงวัตถุ เกิดจากแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented program : OOP) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลที่มีความซับซ้อน มีขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายมากกว่าเดิม นิยมใช้มากในปัจจุบัน เก็บข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ข้อมูลวัตถุ ข้อมูลมัลติมีเดียได้ง่าย
ข้อจำกัด การประมวลผลรายการ (Transactions) ข้อมูลทั่วไป อาจจะไม่รวดเร็วเท่ากับ
ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

คลังข้อมูล (Data Warehouse) 

คือที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและหลากหลายชนิดเข้าด้วยกันเข้าเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์การโดยข้อมูลในคลังข้อมูลอาจได้มาจากฐานข้อมูลของระบบปฏิบัติการในองค์กร
และนอกองค์กร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ได้ถูก คัดเลือก กลั่นกรอง การปรับปรุง แก้ไข และทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อช่วยผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ได้อย่างรวดเร็ว

ดาต้ามาร์ท (Data Mart) 

เนื่องจาก การทำ DataWarehouseมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง องค์กรธุรกิจขนาดกลางและย่อม จึงหาทางเลือกใหม่ คือ การทำ ดาต้ามาร์ท ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า การจัดทำคลังข้อมูล ก็ใช้เวลาที่สั้นกว่า

ธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence : BI) 

คือ การใช้ข้อมูลขององค์การที่มีคุณค่ามาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ หรือดำเนินการธุรกิจ เช่น
มีการวิเคราะห์ข้อมูล และค้นพบโอกาสใหม่ ๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล

กระบวนการหลัก ๆ ของธุรกิจอัจฉริยะคือ การสนับสนุนการตัดสินใจ การคิวรี การรายงาน
การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ หรือ โอแลป (OLAP) การวิเคราะห์ทางสถิติ
การพยากรณ์ และการทำดาต้าไมนิ่ง (Data Mining)

การวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติและการค้นหาความรู้ในคลังข้อมูล

1.OLAP: Online Analysis Processing  เกี่ยวข้องกับข้อมูลปริมาณมาก ๆ และข้อมูลหลายมิติ เช่น ข้อมูลยอดขายตามมิติของสินค้า ตามภูมิภาค และตามเวลา

การวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะต่าง ๆ เช่น
    การหมุนมิติ (Rotation) สามารถวิเคราะห์หรือดูข้อมูลได้หลายมิติ เช่น หาความสัมพันธ์ของยอดขาย สินค้า และภูมิภาค
    การเลือกช่วงข้อมูล (Ranging) สามารถเลือกดูข้อมูลเฉพาะส่วนที่สนใจ และนำมาวิเคราะห์ได้
โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลทั้งหมด
    การเลือกระดับชั้นของข้อมูล (Hierarchy) สามารถจัดแบ่งข้อมูลเป็นลำดับชั้น ทำให้เรียกดู
ข้อมูลจากระดับบนแล้วเจาะลึกลงไปในระดับล่าง (Drill-down) เพื่อดูรายละเอียดได้ เช่นดู
ยอดขายรวม และแบ่งดูยอดขายตามภูมิภาค ตามตัวสินค้า

2.Data Mining เป็นเครื่องมือและเทคนิคในการสกัด (Extract) ข้อมูลและประมวลผลข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ ขั้นสูงจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่โดยสามารถค้นหารูปแบบแนวโน้มพฤติกรรมและความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ภายในข้อมูล เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่หรือคำตอบ

ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง (Association)
ลำดับของข้อมูล (Sequence)
การหากฎเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม (Classification)
การจัดกลุ่มของความคล้ายคลึง (Cluster)
การพยากรณ์ (Forecasting)

 

Software

posted on 18 Dec 2008 16:30 by tizzue  in MIS

Software

ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจเรียกว่า โปรแกรม ก็ได้ ซึ่งหมายถึงคำสั่งหรือชุดคำสั่ง สามารถใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

1. ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software) โปรแกรมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

ระบบปฏิบัติการ Operating system: OS โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานส่วนต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจำ ควบคุมหน่วยประมวลผล ควบคุมหน่วยรับและควบคุมหน่วยแสดงผล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด
DOS (Disk operating System) เป็นระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในอดีตออกมาพร้อมกับเครื่องพีซีของไอบีเอ็มรุ่นแรก ใช้คำสั่งแบบ command line
UNIX เป็นระบบ OS ที่สามารถใช้ร่วมกันได้หลายคน (Multiuser) หรือเป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า LINUX ซึ่งใช้กันในบัจจุบัน
WINDOWS เป็นระบบปฏิบัติการที่กำลังนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ของบริษัท microsoft ซึ่งบัจจุบันรุ่นล่าสุดคือ windows7

Translation program โปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้เรื่องเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC ,COBOL,C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY 
Assembler เป็นโปแกรมที่ใช้แปลภาษาแอสแซมบลี ซึ่งมีลักษณะการแปลทีละคำสั่ง เมื่อทำตามคำสั่งนั้นเสร็จแล้ว ก็จะแปลคำสั่งถัดไปเรื่อย ๆ จนจบ
Interpreter เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาเบสิก โดยจะแปลทีละคำสั่งแล้วทำตามคำสั่งนั้น แล้วแปลต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโปรแกรม 
Compiler เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง ซึ่งจะแปลทั้งโปรแกรมให้เสร็จก่อน จากนั้นจึงจะปฏิบัติตามคำสั่งทีละคำสั่ง

Utility Program โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น เช่นโปรแกรมที่ใช้ในการเรียงลำดับข้อมูลโปรแกรมโอนย้ายข้อมูลจากชนิดหนึ่งไปยังอักชนิดหนึ่ง

Diagnostic Program โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อผิดพลาดใน การทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นต้นและเมื่อพบข้อผิดพลาดก็จะแจ้งขึ้นบนจอภาพให้ทราบ

2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

User Program คือ โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนมาใช้เอง โดยใช้ภาษาระดับต่าง ๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่นภาษา BSDIC , COBOL , PSDCSL , C , ASSEMBLY FORTRANซึ่งการที่จะเลือกใช้ภาษาใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงานเหล่านั้นด้วย

Package Program คือ โปรแกรมสำเร็จรูปซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างหรือเขียนขึ้นมาโดยบริษัทต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้ทันที 

-Word Processor โปรแกรมที่ช่วยในการทำเอกสาร พิมพ์งานต่าง ๆ เช่น เวิร์ดจุฬา, เวิร์ดราชวิถี, Microsoft Word

-Spreadsheet โปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณข้อมูล มีลักษณะเป็นตาราง เช่น Lotus 1-2-3, Microsoft Excel 

-Database โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านฐานข้อมูลจะใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ และมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก เช่น dBASE lll Plis, Foxbase, Microsoft Access

-Graphic โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านการสร้างรูปภาพและกราฟฟิกต่าง ๆ รวมทั้งงานทางด้านสิ่งพิมพ์ การทำโบรชัวร์ แผ่นพับ นามบัตร เช่น CorelDraw, Photoshop, Harvard Graphic, Freelance Graphic, PowerPoint, PageMaker

-Game เป็นโปรแกรมที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และปัจจุบันนี้มีโปรแกรมเกมต่าง ๆ มากมาย ทั้งแบบธรรมดาและแบบ 3 มิติ ซึ่งที่จริงแล้วโปรแกรมเกมส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นมา

-simulation เป็นโปรแกรมที่ให้ผู้เล่นได้ทดลองสร้างสถานการณ์จำลองของงานที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่นโปรแกรมจำลองการบิน

-communication เป็นโปรแกรมที่มักนิยมใช้ตามสำนักงานต่างๆทั้งของรัฐและเอกชนในการนัดหมายประชุม การทำจดหมายเวียนไปตามฝ่ายต่างๆ โดยการเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์แทนที่จะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ

-Learning โปรแกรมประเภทนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า CAI (Computer Assisted Instruction) เป็นโปรแกรมที่นำมาสอนให้กับนักเรียนในวิชาต่าง ๆ โดยที่นักเรียนจะเรียนกับโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์และครูเป็นผู้ชีแนะ ทดสอบ และวัดความเข้าใจ รวมทั้งสรุปเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนจากโปรแกรม CAI