บทบาทของระบบสารสนเทศในองค์การ
ในปัจจุบันนี้
โลกเราพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านการทำงานก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
และเหตนี้เราจึกจำเป็นต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อลดปัญหาและเพิ่มความง่ายต่อการทำงาน
และยังทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆด้วย
ผลกระทบของระบบสารสนเทศต่อองค์การ
1.
ลดระดับขั้นตอนของการจัดการ ช่วยในการตัดสินใจ และประสานงาน
โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน
ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับล่างสามารถมีอำนาจการตัดสินใจมากขึ้น
2. มีความคล่องตัวในการทำงาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
ช่วยให้องค์การสามารถผลิตสินค้าแต่ละกลุ่มต้องการ
โดยนำการสั่งซื้อของลูกค้าแต่ละรายที่มีการสั่งซื้อจำนวนไม่มากรวบรวมและจัดแยกกลุ่มเข้าด้วยกันทำให้สามารถผลิตสินค้าตามลูกค้าต้องการได้
3.
ลดขั้นตอนการดำเนินงาน ช่วยให้มีกระบวนการทำงานแบบอิเล็กทรอนิก
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และลดเวลาที่ต้องใช้
ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ
สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของระบบต่างๆในองค์การได้ตลอดเวลา
เช่นการให้ข้อมูลการขายประจำวัน
5. กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่
ระบบผ่านเครื่อข่ายช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์การได้
และมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์การและคู่ค้าซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่
องค์การดิจิทัลและองค์การแบบเครือข่าย
องค์การเสมือนจริง (Virtual
Organization)
เป็นรูปแบบองค์การแบบใหม่ ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์การที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะ
ลดต้นทุน สร้างและกระจายสินค้าและบริการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่ตั้งขององค์การ
ลักษณ์ขององค์การรูปแบบนี้คือ
1. มีขอบเขตขององค์การไม่ชัดเจน
มีการกระจายขององค์การอยู่ที่ต่างๆ ยากต่อการกำหนดขอบเขต
2. ใช้เทคโนโลนีสื่อสารโทรคมนาคม
การเชื่อมโยงองค์การต่างๆที่อยู่ต่างสถานที่ ต้องอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร
3. มีความเป็นเลิศ องค์การแต่ละองค์การจะนำความสามารถที่ดีที่สุดมาใช้งานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์
4. มีความไว้วางใจ เมื่อไม่อยู่ในสถานที่เดียวกันจากการทำงานที่มีความสัมพันธ์กันมากจึงต้องมีความไว้วางใจกัน
5. มีโอกาสทางตลาด องค์การตางๆ
อาจรวมเป้นองค์การเสมือนจริงถาวรหรือชั่วคราวเนื่องจากมองเห้นว่ามีโอกาสทางตลาด
ระดับของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ
1. ผู้ปฏิบัติงาน (Worker) บุคลากรที่ดำเนินงานทั่วไป
สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ฝ่ายต่างๆ เช่น พนักงานพิมพ์เอกสาร
เจ้าหน้าที่ห้องสมุด พนักงานบัญชี พนักงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
2. ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operational
Managers) หรือ หัวหน้างาน (Superviser) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินงานประจำวันของ
worker เช่น หัวหน้างาน หัวหน้าคนงาน ผู้จัดการสำนักงาน
3. ผู้บริหารระดับกลาง (Middle
Managers) ทำหน้าที่กำกับผู้บริหารระดับปฏิบัติการ
และวางแผนยุทธวิธีเพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมาย
และยังมีการทำงานประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อรับนโยบายมาวางแผนปฏิบัติงาน
เช่น ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายซื้อ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล เป็นต้น
4. ผู้บริหารระดับสูง (Senior
Managers) หรือ Excutive Managers เป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์การ
รับผิดชอบวางแผนกลยุทธ์ กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ขององค์การ และภาพรวม เช่น
ประธานบริษัท รองประธาน กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการทั่วไป เป็นต้น
ประเภทของระบบสารสนเทศ
แบ่งได้ 3 ประเภท
1. ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทของธุรกิจ โดยทั่วไป จะเป็นระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่จำแนกตามหน้าที่ ย่อยๆหลายระบบ
2. ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ของงาน ซึ่งแต่ละระบบสามารถประกอบด้วยระบบสารสนเทศย่อยๆ
ที่เป็นกิจกรรมของงานหลัก
3. ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน ผู้บริหารในองค์การระดับที่แตกต่างกัน มีความต้องการในการใช้ระบบสารสนเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้นระบบสารสนเทศจึงได้ถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องกับลักษณะงานและระดับ ของผู้ใช้งานเพื่อให้สอดคล้องกับการนำสารสนเทศไปใช้ประกอบการบริหารและ ตัดสินใจ
ระบบสารสนเทศที่อิงคอมพิวเตอร์ Computer
Based Information System
1. ระบบสารสนเทศประมวลผลธุรกรรม (Transaction
Processing Systems: TPS) เป็นระบบที่มีการประมวลผลที่รวดเร็ว
ลดค่าใช้จ่าย และ ทำหน้าที่รวบรวม บันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล หรือฐานข้อมูล
และประมวลผลข้อมูลที่เกิดจากการทำธุรกรรมและการปฏิบัติงานประจำ
ขององค์การเพื่อนำไปจัดทำระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นๆ
การประมวลผลข้อมูลของ TPS แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. การประมวลผลแบบกลุ่ม Batch
Processing ข้อมูลจะถูกรวบรวมไว้ระหว่างช่วงเวลากำหนดแล้วจำประมวลผลภายในครั้งเดียว
การรวบรวมอาจทำด้วยมือ manual หรือ กรอกทางออนไล online
2. การประมวลผลแบบทันที Real
time processing เป็นการประมวลผลทันทีที่ทำการป้อนข้อมูลเสร็จเช่นการซื้อบัตรภาพยนตร์ผ่านทางเค้าเตอร์
ซึ่งต้องมีการอัพเดทที่นั่งทันที่
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management
Information Systems : MIS) จัดทำรายงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท
1. รายงานที่จัดทำตามระยะเวลาที่กำหนด
Periodic Reports เช่น รายการยอดขายของพนักงาน
2. รายงานสรุป Summarized
Reports ตางสรุปผล หรือการฟเปรียบเทียบ
3. รายงานที่จัดทำตามเงื่อนไขเฉพาะ
Exception Report เช่นการแสดงรายวิชาที่นักเรียนสอบไม่ผ่าน
4. รายงานที่จัดทำตามต้องการ
Demand Report เช่นจำนวนและรายชื่อนักเรียนที่มีเกรตเฉลี่นต่ำกว่า 2
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems : DSS) เป็นระบบสารสนเทศที่นำข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ โดยปกติแล้ว TPS และ MIS จะจัดทำรายงานสำหรับควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติงานทั่วๆไป เพื่อให้องค์การดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
4. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems :EIS หรือ Executive Support Systems : ESS) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาแนวโน้ม และการวาวงแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสามารถเข้าถึงสารสนเทศโดยกำหนดมุมมองได้ในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง
5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems : ES) เป็นความพยายามที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ให้สามารถปฏิบัติงานเหมือนกับมนุษย์หรือเลียนแบบการทำงานของมนุษย์ AI มีหลายสาขา เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ ศาสตร์ด้านหุ่นยนต์ ระบบการมองเห็น ระบบการเรียนรู้ เครือข่ายเส้นประสาท และระบบผู้เชี่ยวชาญ
6. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information Systems : OIS) หรือ ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems : OAS) เป็นระบบสารสนเทศที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำงานของผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร ซึ่ง OIS สามารถนำมาช่วยงานในหลายๆ กิจกรรม เช่น การจัดทำเอกสาร รายงาน จดหมายธุรกิจ การส่งข้อความ การบันทึกตารางนัดหมาย และการค้นหาข้อมูลจากเว็บเพจ